ความเชื่อกับความจริง
- เป็นการสิ้นเปลืองหรือไม่ที่ใช้ถุงหิ้วพลาสติก PE
- จะมีการใช้พลาสติกที่ทำจากทรัพยากรพลังงานที่ไม่มีวันหมด เช่น ข้าวโพด มากกว่าใช้ PE จริงหรือไม่
- เป็นความจริงหรือไม่ที่ถุงพลาสติกชอปปิ้งถูกเก็บภาษีหรือแม้กระทั่วถูกสั่งห้ามในบางที่
- ถึงใช้งานแบบที่สามารถใช้ซ้ำได้จะถูกนำไปใช้ทดแทนถึงชอปปิ้งแบบ PE จริงหรือไม่
1. เป็นการสิ้นเปลืองหรือไม่ที่ใช้ถุงหิ้วพลาสติก PE
ไม่เป็นการสิ้นเปลืองเลย ด้วยเหตุผลต่อไปนี้:
ก) การผลิตถุง PE ใช้พลังงานน้อยกว่าการผลิตถุงกระดาษมาก
ข) การผลิตถุงกระดาษจะกองมลพิษทางอากาศ และ ทางน้ำมากกว่า
ค) การขนส่งถุงกระดาษมีต้นทุนสูงกว่ามาก
ง) ถุงกระดาษกันน้ำได้ไม่ดีนัก
จ) ถ้าหากบรรจุภัณฑ์พลาสติกถูกขจัด และ แทนที่ด้วยวัสดุแบบเก่ามากขึ้นแล้ว คาดการณ์กันว่า ปริมาณขยะของบรรจุภัณฑ์จะเพิ่มขึ้นถึงกว่า 250% น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นกว่า 400% ความสิ้นเปลืองพลังงานจะเพิ่มขึ้นกว่า 200% และ ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นกว่า 200%.
2. จะมีการใช้พลาสติกที่ทำจากทรัพยากรพลังงานที่ไม่มีวันหมด เช่น ข้าวโพด มากกว่าใช้ PE จริงหรือไม่
ไม่ เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้:
ก) พลาสติกทุกชนิดจะต้องใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิต การประดิษฐ์ การขนส่งและอื่นๆ พลาสติกที่
ย่อยสลายได้ทางชีวภาพด้วยน้ำ หรือ hydro-biodegradable plastics (มักจะเรียก renewable plastics) เป็นการผสมกับ
โพลิเมอร์ที่ได้จากปิโตรเลียม พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพด้วยน้ำจะทำจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมล้วนๆ พลาสติกเหล่านั้นทำจากสิ่งที่ได้จากธัญพืชที่จำเป็นใช้ในปุ๋ยสังเคราะห์ ยาฆ่าแมลง และ อื่นๆในทำนองเดียวกัน รวมทั้งพลังงานสำหรับกระบวนการหมัก การแยก และ กระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นสารโพลีเมอร์
ข) สิ่งที่เรียกว่า ไบโอ-พลาสติกที่ทำจากทรัพยากรประเภทไม่มีวันหมด เช่น ธัญญาหาร จะเป็นการแข่งกับอาหารซึ่งอยู่ในสภาวะขาดแคลนทั่วโลก และ ทำให้ราคาสูงเกินไปสำหรับประชากรนับล้านๆคนทั่วโลก
ค) สิ่งที่เรียกว่า ไบโอ-พลาสติกที่ได้จากอาหาร เช่น ข้าวโพดนั้น ขณะนี้เป็นการแข่งขันกับการผลิตพลังงานทดแทน
เช่นเอทานอล ปัญหาด้านราคาและ การอุปสงค์ในระยะยาวจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การวางแผนใช้พืชที่บริโภคไม่ได้ที่สามารถใช้ในการผลิตไบโอ-พลาส และ พลังงานทดแทนจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย เนื่องจากไม่มีที่ดินพื้นใหญ่เหลือให้ถางเพื่อทำการปลูกพื้นสำหรับการบริโภคอีกแล้ว เพราะว่าที่ดินในปัจจุบันถูกใช้เพื่อการเกษตรนั้นได้นำไปใช้ปลูกข้าวโพด และ ปาล์มน้ำมันเพื่อพลังงานทดแทนมากยิ่งขึ้น
ง) การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในการปลูกข้าวโพดเพิ่มขึ้นจะเป็นการเพิ่มปริมาณ N2O ซึ่งเป็นแก๊สสร้างภาวะเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ
จ) พลาสติกหลังใช้อื่นๆนอกจากพลาสติกประเภทโพลิโอเลฟินส์ (PE, PP) แล้วจะไม่สามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ด้วยกระบวนการรีไซเคิลที่มีอยู่ในปัจจุบัน พลาสติกใดๆที่มีการปนสิ่งที่เรียกว่าไบโอ-โพลิเมอร์ โดยเฉพาะที่ผสมแป้งจะถือว่าไม่มีประโยชน์ต่อกระบวนการรีไซเคิล และ เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างเห็นได้ชัด
ฉ) เพื่อให้อายุของไบโอ-พลาสติกมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น จึงต้องมีการใส่เรซินอื่นเพื่อให้ทำการสังเคราะห์แต่ละผลิตภัณฑ์
ด้วยเทคโนโลยีของ EPI เรซินตัวเดียวกันที่นำมาใช้จะได้รับประสิทธิภาพดังกล่าว เพียงแต่ต้องปรับสูตรของสารที่นำมาใช้เท่านั้น
3. เป็นความจริงหรือไม่ที่ถุงพลาสติกชอปปิ้งถูกเก็บภาษีหรือแม้กระทั่วถูกสั่งห้ามในบางที่
ใช่ นั่นคือประเด็น แต่พฤติกรรมทางการเมืองที่มองผลประโยชน์เฉพาะหน้าไม่ได้สร้างประโยชน์อันได้ หากแต่ส่งผลกระทบในบางด้านมากกว่า เช่น
ก) ในไอร์แลนด์ มีการเรียกเก็บภาษีถุงชอปปิ้งพลาสติก และ เป็นที่ชัดเจนว่าถุงดังกล่าวสามารถลดขยะและปัญหาด้านขยะมูลฝอย ปริมาณการใช้ถุงชอปปิ้งพลาสติกได้ลดลงประมาณ 90% หลังจากที่มีการนำมาใช้ได้หนึ่งปี เรื่องนี้ไม่มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวางแต่มีการระบุว่า การใช้ถุงรองถังขยะด้านใน (ถุงพลาสติกที่ยกเว้นการเก็บภาษี) ได้เพิ่มขึ้นประมาณ 90% ประชาชนต้องการบางสิ่งบางอย่างที่ใส่ของที่ซื้อกลับบ้าน และบางสิ่งบางอย่างที่นำมาใส่ขยะในห้องครัว
b) การเสนอร่างกฎหมายในแคลิฟอร์เนียโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการใช้เฉพาะถุงพลาสติกที่สามารถนำไปผสมกับปุ๋ยหมักได้ตามมาตรฐาน ASTM D 6400 เท่านั้น การล็อบบี้เพื่อผลักดันในยอมรับถุงแบบย่อยสลายได้ทางชีวภาพด้วยน้ำที่ตรงตามมาตรฐานนี้ดูเหมือนจะได้รับความสำเร็จในการโน้มน้าวเตจ้าหน้าที่ว่า เฉพาะถุงเหล่านี้ที่จะได้รับอนุญาตแม้ว่าจะมีต้นทุนแพงกว่าถุงแบบย่อยสลายได้ทางชีวภาพแบบโอเอ็กซ์โอก็ตาม ถุงเหล่านั้นไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในกระบวนการ
รีไซเคิลที่มีอยู่ในปัจจุบัน และส่วนใหญจะต้องเก็บรวบรวมเพื่อนำไปผสมกับปุ๋ยหมักหลังการใช้งานแล้ว
4. ถึงใช้งานแบบที่สามารถใช้ซ้ำได้จะถูกนำไปใช้ทดแทนถึงชอปปิ้งแบบ PE จริงหรือไม่
ไม่จริง ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้
ก) ถุงที่ใช้ได้หลายครั้งที่ใช้กันในปัจจุบันนี้ถือว่ามีราคาแพงกว่าถุงที่ทำจาก PE และ มีน้ำหนักมากกว่าจังไม่สะดวกในการขนส่งจากผู้ผลิต ถุงเหล่านี้จะต้องมีการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอด้วยเหตุผลด้านอนามัย เพราะว่าถึงเหล่านี้จะมีการสัมผัส และ ปนเปื้อนกับอาหาร ถุงเหล่านี้ถือเป็นปัญหาขยะที่จัดการได้ยากถ้าหากไม่ได้รับการกำจัดด้วยความระมัดระวัง และก็แพงเกินไปที่จะนำมาใช้เป็นภาชนะใส่ขยะ
ข) ผู้ที่ห้ามหรือจำกัดการใช้ถึงชอปปิ้งโพลิโอเลฟินส์ต้องตระหนักเสมอว่า ผู้บริโภคต้องการบางสิ่งที่นำของที่พวกเขาซื้อกลับบ้าน และ บางสิ่งที่นำใช้ใส่ขยะในห้องครัวของพวกเขา ด้วยเหตุที่ดังที่กล่าวมาข้างต้น ทางเลือกสำหรับถุงชอปปิ้งคือถุงที่ทำจากเทคโนโลยี TDPA™ ของ EPI
ค) ลักษณะทั่วไปของการใช้ถุงชอปปิ้ง PE คือการใส่ของที่ซื้อกลับบ้าน (จะลดค่าใช้จ่ายเล็กน้อยจากการใช้หลายๆครั้งจากร้านค้าเหล่านั้น) แล้วคนอื่นๆนำไปใช้ต่อ เช่น ใช้หิ้วรองเท้า หนังสือ เป็นคต้น และสุดท้ายก็เข้าไปในห้องครัวเพื่อใส่เศษอาหารก่อนจะนำไปทิ้งถังขยะและขนไปที่ฝังกลบ ถุงใช้แล้วที่เหลือจากการนำไปใช้ใส่ขยะสามารถนำกลับไปที่ร้านเพื่อทำการรีไซเคิล
ดังที่ได้อธิลายข้างต้นแล้วว่า ถุงโพลิโอเลฟินส์ที่ทำด้วยเทคโนโลยี TDPA™ ของ EPI มีความเอนกประสงค์และมีประโยชน์เช่นเดียวกับถุง PE ทั่วไป เพราะสามารถนำมาใช้ ใช้ซ้ำและรีไซเคิลได้เช่นเดียวกับถุง PE ทั่วไป แต่จะไม่ตกค้างใน
สิ่งแวดล้อมหลังจากที่ทำการกำจัดแล้ว เพราะทั้งหมดนี้คือการย่อยสลายทางชีวภาพแบบโอเอ็กซ์โอ

